พุทธาภิเษกโบสถ์มหาอุตม์ หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย

พระเครื่อง

พุทธาภิเษกโบสถ์มหาอุตม์ หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย

พุทธาภิเษกโบสถ์มหาอุตม์ หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย

 

วัด สุทธาวาสวิปัสสนา สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่ 13 ดินแดนแห่งพุทธมณฑลจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา ตั้งอยู่ที่ ต.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระ นครศรีอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

ภายในวัดสุทธาวาสฯ มีปูชนียวัตถุที่สำคัญคือ

1.หลวงพ่อพระพุทธรำพึง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ของวัด

2.พระพุทธมุนี พระประธานอุโบสถ ปางประทานพร หน้าตัก 99 นิ้ว สูง 3 เมตร ประกอบพิธีเททองหล่อ มี “หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย” เป็นประธานเททอง

3.พระบรมสารีริกธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัณฐานเท่าเมล็ดข้าวสารจำนวน 9 องค์ ซึ่งได้รับประทานมาจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

“หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย” เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาสวิปัสสนา ประธานจัดสร้างพุทธมณฑลพระนครศรีอยุธยา เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่ 13 จัดเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลทุกวันอาทิตย์และจัดกิจกรรมสอนการ ปฏิบัติธรรมสอนวิปัสสนากรรมฐาน ตามหลักแนวมหาสติปัฏฐาน 4 ให้แก่ผู้สนใจ

หลวงพ่อรักษ์ ใช้ระยะเวลาระดมทุนในการจัดซื้อที่ดินเป็นเวลา 26 เดือน ใช้เงินทั้งสิ้น จำนวน 15,230,715 บาท โดยได้รับจากการบริจาคทำบุญทอดกฐินผ้าป่าและการร่วมทำบุญบูชาวัตถุมงคลรุ่น ต่างๆ ที่ทางวัดจัดสร้างขึ้น เพื่อใช้สร้างอาคารเสนาสนะ ดังนี้

1.สร้างพุทธมณฑลจังหวัด เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้พระพุทธศาสนา พระมหาธาตุเจดีย์สูง 130 เมตร เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับประทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ส่วนชั้นที่ 1 ของพระมหาธาตุเจดีย์คือ จัดแสดงเรื่อง ภพ-ภูมิ การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพชีวิตทั้งปวง ชั้นที่ 2 คือ จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสถาบัน ทั้ง 3 ของประเทศ 1.2 แสดงประวัติความเป็นมาของพระพุทธศาสนา และ 1.3 จัดแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ชั้นที่ 3 จัดแสดงประวัติพระพุทธรูปปางต่างๆ อันเป็นพุทธจริยวัตรของพระพุทธเจ้า 68 ปาง และส่วนชั้นที่ 4 ของพระมหาธาตุเจดีย์ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อให้สาธุชนได้กราบไหว้บูชา และภายนอกจะประดิษ ฐานพระพุทธรูปปางลีลา (ประทานพร) ซึ่งประดิษฐานอยู่ในซุ้มทิศทั้งสี่ของพระมหาธาตุเจดีย์ เปรียบเสมือนประทานพร 2.สร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม

ในวันที่ 7 มิถุนายน 2554 (ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7) ตรงกับฤกษ์ สำเภาพ่อค้า ซึ่งเป็นฤกษ์ยามที่อุดมมงคลที่สุด ในตำราโบราณกล่าวว่า เป็นฤกษ์ที่เหมาะ สำหรับทำมาค้าขาย ร่ำรวยเจริญรุ่งเรือง ซึ่งจะส่งอิทธิคุณให้พระเครื่องที่จะประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกนั้น ผู้ใดมีไว้บูชาจะอุดมไปด้วยโภคทรัพย์

หลวงพ่อรักษ์ ได้จัดพิธีกรรมพุทธาภิเษกพระเครื่องขึ้นภายในพระอุโบสถมหาอุตม์ตามแบบโบราณ ซึ่งมีความเชื่อกันว่า พระเครื่องที่ ปลุกเสกในพระอุโบสถมหาอุตม์ ในขณะประกอบ พิธีกรรมปลุกเสกคาถาอาคมต่างๆ ที่พระเกจิคณาจารย์นั่งบริกรรม จะไม่ออกไปไหน จะอยู่ในพระเครื่องทั้งหมด

เวลา 16.09 น. “พระพรหมเวที” เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะภาค 8 กรรมการมหาเถรสมาคม เมตตาเป็นประธานจุดเทียนชัย จากนั้น หลวงพ่อรักษ์ นั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสกบริกรรมเดี่ยว

เวลา 17.39 น. พระเทพภาวนาวิกรม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เมตตาประกอบพิธีดับเทียนชัย

ส่วน พิธีหล่อพระปางประจำวันศุกร์ วันเสาร์ และพระเกตุ กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 มิ.ย. 2554 เวลา 15.39 น. มี “พระพรหมดิลก” เจ้าคณะภาค 14 กรรมการมหาเถรสมาคม วัดสามพระยา กรุงเทพฯ เป็นประธานเททอง พระเครื่องที่จัดสร้างเป็นที่ระลึกในครั้งนี้ประกอบไปด้วย พระนาคปรก รุ่นนาคาคุ้มภัย วัตถุประสงค์เพื่อจัดซื้อที่ดินสร้างโรงทาน

พระเครื่องสี วลีรุ่นไม่มีอด วัตถุประสงค์สมทบทุนปั้นลายหน้าบันพระอุโบสถ เฉลิมพระเกียรติ เหรียญมหาลาภหลวงพ่อรักษ์ วัตถุประสงค์หาทุนทรัพย์ในการซื้อที่ดินสร้างเจดีย์ พระพิฆเนศนาค ปรกรุ่นทวีสุข วัตถุประสงค์สมทบทุนซื้อที่ดินสร้างศาลาปฏิบัติธรรม

ดังนั้น ขอเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมพิธีเททอง หล่อพระพุทธรูปปางประจำวันศุกร์-วันเสาร์-พระเกตุ รวม 3 องค์ ขนาดหน้าตัก 30 นิ้ว เพื่อประดิษฐานในพิพิธภัณฑ์ พระพุทธรูป 68 ปาง ในพระมหาธาตุเจดีย์ ท่านสามารถเข้าร่วมพิธี และเขียนชื่อ-วันเดือนปีเกิดของท่านลงในแผ่นทองแล้วนำมาหล่อพระได้ในวันงาน เป็นการเสริมบุญเสริมบารมีเสริมดวงต่อชะตาเป็นมงคลแก่ชีวิตยิ่งนัก

 

บทความพระเครื่อง

ประวัติหลวงพ่อฮวด วัดหัวถนนใต้ นครสวรรค์

บทความพระเครื่อง

ประวัติหลวงพ่อฮวด วัดหัวถนนใต้ นครสวรรค์

บทความพระเครื่องหลวงพ่อฮวด กัณฑโว  วัดหัวถนนใต้ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ พระเถระของชาวบ้าน พระเกจินักพัฒนาและยังเป็นพระเถระที่ทรงวิทยาคุณ เป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ, หลวงพ่อคล้าย วัดพนมรอก และอีกหลายคณาจารย์ มีนามเดิมว่า ฮวด พงษ์ทอง เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2447 ตรงกับวันแรม 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะโรงที่บ้านดอนหวาย อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ทั้งนี้ ครอบครัวได้ย้ายมาประกอบอาชีพที่บ้านหัวถนนใต้ ต.หัวถนน อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

หลวงพ่อฮวด วัดหัวถนนใต้ นครสวรรค์
หลวงพ่อฮวด วัดหัวถนนใต้ นครสวรรค์

เมื่อ อายุครบ 20 ปี พ.ศ.2466 ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดพนมรอก อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ มี หลวงพ่อคล้าย เป็นพระอุปัชฌาย์ (ต่อมาหลวงพ่อคล้ายได้เป็นเจ้าคณะอำเภอท่าตะโก มีสมณศักดิ์ พระนิพันธ์ธรรมาจารย์) ได้ฉายาว่า กัณฑโว

เมื่ออุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อคล้าย เพื่อปรนนิบัติรับใช้ พร้อมทั้งศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมหลังจากนั้น จึงได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหัวถนนใต้

งาน ด้านพัฒนา พ.ศ.2502 สร้างโรงเรียนประชาบาลนิยุตประชาสรรค์ หรือโรงเรียนชุมชนวัดหัวถนนใต้ แบบครึ่งตึกครึ่งไม้ พ.ศ.2505 สร้างถนนเข้าหมู่บ้าน พ.ศ.2507 สร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ลำห้วย ให้ชาวนาใช้น้ำได้สะดวก พ.ศ.2511 สร้างศาลาการเปรียญ พื้นไม้ หลังคากระเบื้อง

พ.ศ.2525 สร้างศาลาการเปรียญอาคารคอนกรีตทั้งหลัง ฉลองอายุครบ 200 ปี ของกรุงรัตนโกสินทร์

พ.ศ.2525 สร้างหอระฆัง 2 หอ หน้าศาลาการเปรียญ พ.ศ.2529 เป็นประธานในการสร้างศาลาวัดเขาล้อ

พ.ศ.2531 จัดวางระบบน้ำประปาจากอำเภอท่าตะโกมาใช้ที่วัด พ.ศ.2533 สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม จำนวน 2 หลัง

ด้วยคุณูปการต่างๆ เหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าหลวงพ่อฮวด เป็นพระนักพัฒนา มองเห็นความสำคัญของการศึกษา

หลวงพ่อฮวด มักจะกล่าวปรารภ ว่า “ควรจะสร้างคนก่อนที่จะสร้างวัตถุ”

บทความพระเครื่องหลวงพ่อได้ริเริ่มสร้างโรงเรียนขึ้นก่อน แล้วจึงเริ่มพัฒนาวัดพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน, พัฒนาวัดใกล้เคียง และสร้างโรงพยาบาล  นอก จากนี้ ยังได้ก่อตั้งมูลนิธิพระครูนิยุตธรรมประวิตร มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ดอกผลที่ได้ มาเป็นค่าใช้จ่ายภายในวัด เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า สำนักงานตั้งอยู่ที่วัดหัวถนนใต้, ก่อตั้งมูลนิธิหลวงปู่ฮวด เพื่อใช้ดอกผลที่ได้ มาเป็นค่าใช้จ่ายภายในโรงพยาบาลท่าตะโก สำนักงานตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลท่าตะโก

หลวงพ่อฮวด ได้เริ่มศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมครั้งแรก จากหลวงพ่อคล้าย ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ (หลวงพ่อคล้ายเป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อเดิม สร้างเหรียญทวิภาคีร่วมกัน เมื่อคราวหลวงพ่อเดิม-หลวงพ่อคล้าย ช่วยสร้างพระอุโบสถ วัดพนมรอก เมื่อปี พ.ศ.2483)

หลวงพ่อฮวดศึกษา วิทยาคมเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเดิม ซึ่งหลวงพ่อมีความใกล้ชิดกับหลวงพ่อเดิม เนื่องจากหลวงพ่อเดิมได้มาช่วยพัฒนาวัดในเขตอ.ท่าตะโกหลายวัด เช่น การพัฒนาวัดทำนบ, วัดหนองไผ่, วัดเขาล้อ, วัดดอนคา, วัดโคกมะขวิด, วัดพนมรอก, วัดหนองหลวง, วัดหัวถนนเหนือ (เหตุที่หลวงพ่อเดิมได้มาช่วยพัฒนาวัดในเขตอ.ท่าตะโกมาก เนื่องจากบ้านหนองโพ-หัวหวายเป็นเขตติดต่อกับบ้านหนองหลวง-หัวถนน) หลายครั้ง หลวงพ่อเดิมได้รับกิจนิมนต์ไปยังที่ใด มักจะชวนหลวงพ่อฮวดร่วมเดินทางติดตามไปด้วยเสมอ

บทความพระเครื่องหลวงพ่อฮวด เป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ผู้สืบทอดสายพุทธาคมมาจากหลวงพ่อเดิม เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว หลังจากนั้น หลวงพ่อฮวดได้เล่าเรียนวิทยาคมกับอีกหลายพระอาจารย์ตามความชำนาญของแต่ละ ท่าน อาทิ วิชาทำตะกรุดกับหลวงพ่อพุฒ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง, เรียนทำน้ำมนต์กับหลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา, เรียนทำผงเมตตามหานิยมโชคลาภจากหลวงพ่อศักดิ์ วัดวังกระโดนใหญ่ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ เป็นต้น

หลวงพ่อฮวด ได้มรณภาพเมื่อวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2535 เวลา 08.47 น. ณ วัดหัวถนนใต้ สิริอายุ 88 พรรษา 68

คณะกรรมการวัด ได้บรรจุศพหลวงพ่อฮวดไว้ในโลงแก้ว ปรากฏว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์ ด้วยศพหลวงพ่อไม่เน่าเปื่อย ทั้งที่เป็นโลงแก้วธรรมดา ไม่ได้เป็นแบบสุญญากาศ

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทุกปี วัดหัวถนนใต้ จะเปิดโลงเพื่อเปลี่ยนผ้าสบง-จีวรหลวงพ่อฮวด เพื่อความเป็นสิริมงคล ปัจจุบัน ศพตั้งไว้บนจัตุรมุขวิหาร วัดหัวถนนใต้ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ชาวบ้านตั้งสมญานามให้กับท่านว่า ‘พระของชาวบ้าน’

ที่มาคอลัมน์ อริยะโลกที่ 6
ชาติชาย เกียรติพิริยะ

บทความพระเครื่อง

พิธีเททองหล่อเทพพระราหู เพื่อประดิษฐาน 4 ภาค

บทความพระเครื่อง

พิธีเททองหล่อเทพพระราหู เพื่อประดิษฐาน 4 ภาค

 

พิธีเททองหล่อเทพพระราหู เพื่อประดิษฐาน 4 ภาค

บทความพระเครื่องเมื่อ เร็วๆ นี้ “สถาบันพยากรณ์ศาสตร์” นำโดย โหรฟันธง-อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ ได้จัดพิธีมหามงคลไหว้ครู บูรพาจารย์ พิธีเจริญมนต์นพเคราะห์ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ประเทศไทย จัดอย่างยิ่งใหญ่ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน กรุงเทพฯ โดยมีประชาชนร่วมพิธีอย่างล้นหลาม รถติดตั้งแต่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน ถึงอนุสาวรีย์หลักสี่

ถือว่าเป็นมหามงคลพิธีที่ยิ่งใหญ่ ที่ทำบุญให้แก่ประเทศชาติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีส่งและรับพฤหัสบดีเข้าสู่ชะตาเมือง โดยในวันพิธีดังกล่าว มีพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ทำพิธีเททองหล่อ พระพุทธพฤหัสบดีศรีรัตนโกสินทร์ เททองหล่อพระกริ่งบรมครู เพื่อเป็นกำลังแผ่นดิน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา บิดามารดา คุรุปัชฌายาจริยะและกษัตริยบูชา เป็นมหามงคล

อาจารย์ ลักษณ์ กล่าวว่า วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งตามหลักการโคจรดวงดาวในทางโหราศาสตร์ กล่าวคือ ดาวราหูย้ายราศี จากราศีธนูไปสู่ราศีพิจิก ได้ตำแหน่งเป็น “มหาอุจ” ส่งผลต่อชะตาเมืองและชะตาบุคคลใน 12 ราศี ตำแหน่งของราหู “มหาอุจ” คือตำแหน่งที่โดดเด่นหรือตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่

ใน ทางโหราศาสตร์ ดาวใดที่ได้ตำแหน่งมหาอุจนั้น ถือว่าเป็นตำแหน่งที่โดดเด่นที่สุด แล้วจะให้คุณให้โทษได้มากที่สุด ราหูจะมีวิถีแห่งการโคจรผ่านรอบจักรราศีหนึ่ง ใช้เวลา 18 ปี กล่าวคือ ใน 1 ราศี จะใช้เวลาโคจรประมาณ 1 ปีครึ่ง 12 ราศีก็เท่ากับ 18 ปี ในห้วงเวลาของวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 เป็นต้น ใครที่เคยเกิดเมื่อ 18 ปีที่แล้ว เมื่อ 36 ปีที่แล้ว จะมีราหูได้ตำแหน่งนี้แหละ และราหูที่ได้ตำแหน่งตรงนี้ ก็จะเป็นตำแหน่งที่สำคัญ กล่าวคือ จะบันดาลให้เกิดโชคลาภ บันดาลให้เกิดความเป็นสิริมงคลตามอิทธิฤทธิ์ของเทพพระราหู และที่สำคัญ เป็นตำแหน่งที่ส่งผลดีต่อดวงเมืองประเทศไทย และส่งผลดีต่อประชาชนผู้ประกอบกุศลวัตร ทำคุณงามความดี และมีวิริยะ อุตสาหะ

สำหรับ “เทพพระราหู” นั้นมีอยู่ในทุกประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะจะเห็นว่าเทพพระราหูจะอยู่สถิตหน้าบันพระอุโบสถ ประตูเทวสถาน หรือพุทธสถาน ที่มหาเจดีย์ชเวดากอง ทางทิศเหนือ ก็จะมีเทพพระราหูอยู่ด้านบนเจดีย์, นครวัด นครธม ก็มีภาพเทพพระราหูอยู่แทบทุกหนแห่ง, ยิ่งมหาเจดีย์บุโรพุทโธ จะมีเทพพระราหูอยู่ตามซุ้มประตูอันศักดิ์สิทธิ์ ถือว่าเทพองค์นี้มีฤทธิ์ที่อยู่คู่กับโลกใบนี้มาช้านาน และมีประวัติมานับพันปีแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่พระราหูจึงควรสถิตอยู่คู่กับพระพุทธศาสนา เพราะมีความเชื่อของเทพพระราหูในการคุ้มครองป้องกันมิให้เกิดเหตุเภทภัยกับ พระพุทธศาสนาและสาธุชนทั้งหลาย และเป็นคติความเชื่อในเรื่องของการคุ้มครองผู้นับถือพระพุทธศาสนาและพระพุทธ ศาสนาให้ดำรงคงอยู่ด้วยบารมีของพระราหู ด้วยความเชื่อในทางโหราศาสตร์ ตามปรัชญาทางโหราศาสตร์ก็มีการกล่าวถึงพระราหูในตำนานของนพเคราะห์ และประวัติในทางพระพุทธศาสนา

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของ โครงการการสร้างเทพพระราหู 4 องค์ เพื่อประดิษฐานใน 4 พระอารามที่สำคัญ โดยสถาบันพยากรณ์ศาสตร์ เริ่มโครงการนี้ โดยองค์ที่ 1 จะนำไปประดิษฐานภาคกลาง ณ วัดป่าธรรมโสภณ จ.ลพบุรี ทำพิธีเททอง ณ วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม, องค์ที่ 2 ภาคเหนือ ประดิษฐาน และเททอง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน จะมีเททองในวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2554, องค์ที่ 3 ภาคใต้ จะนำไปประดิษฐานและประกอบพิธีเททอง ณ วัดนางพระยา จ.นครศรีธรรมราช ประมาณเดือนตุลาคม องค์ที่ 3 ภาคอีสาน จะนำไปประดิษฐานและประกอบพิธีเททอง ณ วัดศาลาลอย จ.นครราชสีมา ประมาณเดือนพฤศจิกายน สร้างให้ครบ 4 ภาค เพื่อเป็นกำลังแผ่นดิน และถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา

บทความพระเครื่องเมื่อ วันที่ 24 พฤษภาคม ได้มีพิธีเททองหล่อเทพพระราหู เพื่อประดิษฐาน 4 ภาค, พิธีเจริญพุทธมนต์มหาสมัยสูตร และมหาพุทธมนต์มหาราช (ภาณยักษ์) และพิธีนพเคราะห์มังคลาภิเษก มีการแสดงโขนสดตอนกำเนิดเทพพระราหู สมโภชอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้ผู้ที่ร่วมพิธีได้เกิดสิริมงคล ผู้ที่ได้เข้าร่วมในพิธีสวดบูชาเทวดานพเคราะห์คือเทวดาทั้ง 9 องค์

โดย เฉพาะการส่งและการรับเทพพระราหูจากราศีธนูสู่ราศีพิจิก ชาวราศีธนูกับราศีมิถุนก็จะพ้นเคราะห์โพยภัย ชาวราศีพิจิกกับพฤษภก็จะมีเหตุเภทภัยบางประการ แต่ได้ร่วมพิธีอันเป็นมหามงคล เรียกว่า “สวดมหาพุทธมนต์นพเคราะห์” ก็จะเกิดความเป็นสิริมงคล

บทความพระเครื่อง

 

เหรียญพระกันทรวิชัย รุ่นเปิดศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม

บทความพระเครื่อง

เหรียญพระกันทรวิชัย รุ่นเปิดศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม

เหรียญพระกันทรวิชัย รุ่นเปิดศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม
เหรียญพระกันทรวิชัย รุ่นเปิดศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม

พ.ศ.2540 จังหวัดมหาสารคามได้ก่อสร้างศาลากลางจังหวัดหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ทรุดโทรม ก่อสร้างแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2542 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนม พรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 และเพื่อเป็นที่ระลึกในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดศาลากลางจังหวัดมหาสารคามหลังใหม่

โอกาสนี้ จังหวัดมหาสารคามได้จัดสร้างวัตถุมงคลเหรียญพระกันทรวิชัย รุ่นเปิดศาลากลางจังหวัด

เหรียญ รุ่นนี้ จัดสร้างจากแผ่นทอง เงิน ทองแดง ได้รับความเมตตาลงอักขระเลขยันต์จากพระเกจิคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมสายอีสาน อาทิ พระธรรมโสภณ วัดสุทธจินดา จ.นครราชสีมา, หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดป่ากุง จ.ร้อยเอ็ด, หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ จ.นครราช สีมา เป็นต้น

ลักษณะ เหรียญเป็นรูปไข่ ยกขอบไม่มีหูห่วง จัดสร้างเนื้อทองคำหนัก 22 กรัม ตามจำนวนสั่งจอง บูชาเหรียญละ 9,999 บาท เนื้อเงินสร้างจำนวน 2,000 เหรียญ บูชา 399 บาท เนื้อนวโลหะจำนวน 1,000 เหรียญ บูชา 299 บาท เนื้อทองแดงจำนวน 5,000 เหรียญ บูชา 29 บาท

ด้านหน้าเหรียญ จำลองประยุกต์จากต้นแบบพระพิมพ์ดินเผาที่ขุดพบ ณ บ้านโนนเมือง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ที่ใต้บัลลังก์มีตัวอักษร เขียนคำว่า พระกันทรวิชัย

ด้านหลังเหรียญ จากด้านซ้ายของเหรียญมีตัวอักษรโค้งลงไปด้านล่างวนขึ้นไปด้านขวา เขียนคำว่า “พิธีเปิดศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม พ.ศ.๒๕๔๒” บริเวณกลางเหรียญมีตรา ภปร. “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒” ด้านหลังทุกเหรียญตอกโค้ด “มค.”

สำหรับรูปแบบพระประธาน “พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” ได้ประยุกต์จากต้นแบบพระพิมพ์ดินเผาที่ขุดพบ ณ บ้านโนนเมือง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม พุทธศิลปะสมัยทวารวดี หรือสมัยปาละวะของอินเดีย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร เป็นที่ยอมรับว่ามีคุณค่าทางศิลปะและปรัชญาสูงส่ง ประกอบพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2542 ณ ลานโพธิ์วัดพุทธมงคลบ้านสระ ต.คันธาราษฎร์ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ภายหลังเสร็จพิธีพุทธาภิเษกได้นำออกให้เช่าบูชา ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากชาวเมืองมหาสารคามเป็นอย่างยิ่ง

เหรียญรุ่นดังกล่าว ในวงการพระเครื่อง เรียกว่า “เหรียญรุ่นเปิดศาลากลาง 42″  ปัจจุบันราคาเช่าหาเหรียญพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื้อทองคำแตะหลักหมื่นกลาง เนื้อเงินหลักพันต้น เนื้อนวโลหะและทองแดงหลักร้อยกลาง  เป็นสุดยอดวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่ง ผู้มีไว้บูชาย่อมเป็นมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว

บทความพระเครื่อง

พระโอวาทสังฆราชวันวิสาขบูชา 2554

บทความพระเครื่อง

พระโอวาทสังฆราชวันวิสาขบูชา 2554

พระโอวาทสังฆราชวันวิสาขบูชา 2554

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท วันวิสาขบูชา 2554 ใจความว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับพุทธ ศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน พระองค์ทรงเป็นพระบรมศาสดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณอันประเสริฐ 3 ประการ คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ต่อทวยเทพ มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ เนื่องด้วยพระพุทธศาสนามีคุณูปการอันใหญ่หลวง ซึ่งอำนวยประโยชน์เกื้อกูลความเจริญรุ่งเรืองและความสงบร่มเย็นแก่นานา อารยชนมาตลอดระยะเวลากว่า 2,500 ปี ฉะนั้น เมื่อวันวิสาขบูชา พุทธศักราช 2554 มาถึง ควรที่เราทั้งหลายจะได้ทำการบูชาและน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์ เพื่อน้อมนำมาเป็นที่พึ่งของตน เป็นแนวทางในการปฏิบัติดำเนินชีวิต เพื่อความสวัสดีและความสงบร่มเย็นแก่เพื่อนร่วมโลกสืบไป ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและบุญกุศล อำนวยให้ทุกท่านเจริญด้วยสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒนชัยมงคลตลอดไปโดยทั่วกัน

บทความพระเครื่อง

พระซื้อน้ำหอม ชาวบ้านตะลึง

บทความพระเครื่อง

ชาวบ้านตะลึง พระซื้อน้ำหอม

ชาวบ้านตะลึง พระซื้อน้ำหอม

ไม่เหมาะ – พระภิกษุยืนเลือกซื้อน้ำหอม กลางตลาดนัดใน อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ชาวบ้าน วิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม เรียกร้องวัดต้นสังกัดตรวจสอบและว่ากล่าวตักเตือน เมื่อวันที่ 4 พ.ค

ตะลึงพระสงฆ์ที่อ่างทองเดินตลาดนัดเลือกซื้อน้ำหอม โดยไม่สนใจญาติโยมที่มาเดินตลาด โดยเหตุเกิดที่ “ตลาดกลม” อ.โพธิ์ทอง พระสงฆ์เดินเข้าร้านเลือกน้ำหอม ลองฉีด-ลองดมอยู่หลายกลิ่น จนพอใจก็ซื้อกลับไป ด้านแม่ค้าบอกไม่ใช่แค่พระรูปนี้ที่เป็นลูกค้า ขนาดเจ้าอาวาสบางวัดยังมาซื้อเป็นประจำ ไม่รู้ว่าผิดวินัยสงฆ์หรือเปล่า แต่ดูแล้วก็ไม่เหมาะสม

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากประชาชนว่าพบพระสงฆ์มีพฤติกรรม ที่ส่อในทางผิดวินัยเนื่องจากเดินเลือกซื้อน้ำหอมของผู้หญิงใช้บริเวณตลาด นัด “ตลาดกลม” หมู่ที่ 6 ต.อ่างแก้ว อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบยังตลาดนัดดังกล่าว ก็พบว่ามีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของกันอย่างหนาแน่น ประชาชนเดินกันขวักไขว่หาซื้อข้าวของ และที่ร้านชื่อ “เพชรน้ำหอม” ซึ่งเป็นร้านขายน้ำหอมกลิ่นต่างๆ หลายร้อยกลิ่น โดยมีลูกค้าทั้งผู้ชายผู้หญิงเข้ามาซื้อ นอกจากนั้นยังพบพระสงฆ์กำลังเลือกซื้ออยู่ด้วยตามที่ได้รับแจ้ง

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพระสงฆ์ที่กำลังเลือกซื้อน้ำหอมอยู่นั้น เป็นพระลูกวัดแห่งหนึ่งในอำเภอโพธิ์ทอง ได้ตรงเข้ามาหาซื้อน้ำหอม โดยให้แม่ค้านำน้ำหอมมาแต้มตามแขน ตามมือให้สูดดมกลิ่นหลายยี่ห้อ ซึ่งแม่ค้าได้ให้ดมกลิ่นหลายสิบกลิ่น จนพระรูปนั้นได้กลิ่นที่ถูกใจจึงสั่งซื้อน้ำหอมกลิ่นทอมบอย จากแม่ค้า 1 ขวดปริมาณ 100 ซีซี ในราคา 300 บาท จากนั้นก็เดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วย ว่า ระหว่างที่พระรูป ดังกล่าวเลือกซื้อน้ำหอมอยู่นั้นก็ได้มีประชาชนที่มาเดินซื้อของที่ตลาดนัด ต่างจ้องมอง แต่พระรูปดังกล่าวก็ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด กลับให้แม่ค้านำน้ำหอมมาหยดที่มือเพื่อดมกลิ่นอย่างสบายใจอีกต่างหาก

นาง ถาวร สิงคารางค์ อายุ 34 ปี เจ้าของร้านเพชรน้ำหอม กล่าวว่า ตนขายน้ำหอมตามตลาดนัดทุกวันในจังหวัดอ่างทอง ก็มีลูกค้ามาซื้อทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ทั้งชาย ทั้งหญิง และพระภิกษุสงฆ์ เมื่อเปิดร้านค้าก็มีหน้าที่ขายให้ลูกค้า

“ไม่ใช่มีพระลูกวัดรูป นี้รูปเดียว ขนาดเจ้าอาวาสบางวัด ยังมาซื้อน้ำหอมที่ร้านเป็นประจำเลย ไม่รู้ว่าผิดศีลข้อไหนเพราะเรามีหน้าที่ขายน้ำหอมอย่างเดียว แต่ดูแล้วก็ไม่เหมาะสมเท่าไร” เจ้าของร้านกล่าว

นางลัดดา จำนงค์เวช อายุ 44 ปี ชาวบ้านที่มาซื้อของในตลาดนัดดังกล่าว กล่าวว่า เห็นแล้วรู้สึกแปลกๆ เป็นพระสงฆ์ก็ไม่สมควรมาทำแบบนี้ น่าจะอยู่ในวินัยของสงฆ์ ก็ไม่ทราบว่าผิดวินัยหรือไม่ แต่ดูแล้วไม่เหมาะที่สำคัญยืนเลือกซื้อท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่ยืนมุงดูนับ ร้อยก็ไม่รู้สึกอาย

บทความพระเครื่อง

นาคปรกวัดท้ายตลาด หลวงพ่อเงิน (เจ้าคุณสนิทฯ)

 บทความพระเครื่อง

นาคปรกวัดท้ายตลาด หลวงพ่อเงิน (เจ้าคุณสนิทฯ)

www.xn--22cej4gzaby6cyaq5dzf9dj.com ข่าวพระเครื่อง

นาคปรกวัดท้ายตลาด หลวงพ่อเงิน (เจ้าคุณสนิทฯ)


บทความพระเครื่อง หลวงพ่อเงิน ธัมมปัญโญ หรือ พระสนิทสมณคุณ หรือที่คนส่วนใหญ่มักนิยมเรียกติดปากว่า ท่านเจ้าคุณสนิทฯ อดีตเจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม หรือวัดท้ายตลาด เป็นชาวเขมร เกิดที่เมืองพระตะบอง เมื่อปี พ.ศ.2396 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ศึกษาร่ำเรียนอักขระสมัยในสำนักพระธรรมโกษาวัดนรา เมืองพระตะบอง ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ต่อมาบรรพชาเป็นสามเณร และอุปสมบทเมื่ออายุครบบรรพชา แล้วเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ ที่วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลา ราม ต่อมาได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่พระครูปัญญาคทาวุธ ตำแหน่งเจ้าคณะเมืองพระตะบอง แล้วเลื่อนเป็นพระราชาคณะที่พระปัญญาคทาวุธ และพระสนิทสมณคุณ ผู้ช่วยเจ้าคณะมณฑล ตามลำดับ จนเมื่อสยามประเทศคืนเมืองพระตะบองและเสียมราฐ ให้แก่กรุงกัมพูชา ท่านจึงพาศิษยานุศิษย์อพยพเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ ในคราวเดียวกับ หลวงพ่อคง สุวัณโณ พระเกจิผู้เรืองนามอีกรูปหนึ่ง ซึ่งมาจำพรรษาที่วัดซำป่างาม จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนหลวงพ่อเงินได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม ท่านได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานและศาสนวัตถุในวัดที่ชำรุดทรุดโทรมจนวัด โมลีโลกยารามเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เชิดหน้าชูตา เป็นที่เคารพศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนโดยถ้วนทั่ว ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2463 สิริอายุ 68 ปี

www.xn--22cej4gzaby6cyaq5dzf9dj.com ข่าวพระเครื่อง

นาคปรกวัดท้ายตลาด หลวงพ่อเงิน (เจ้าคุณสนิทฯ)

บทความพระเครื่องหลวงพ่อเงินสร้างวัตถุมงคลมาก มาย เพื่อแจกจ่ายศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใส แต่ที่มีความโดดเด่นที่สุด เห็นจะเป็น “พระนาคปรกใบมะขาม” ที่สร้างขึ้นเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในโอกาสอายุครบ 5 รอบ (60 ปี) ในปี พ.ศ.2456 เนื่องด้วยท่านได้นำเอาตะกรุดทองคำ 2 ดอก จาก 3 ดอก ที่ท่านคาดเอวมาตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่ที่เมืองพระตะบอง แต่ละดอกน้ำหนักถึง 20 บาท ให้ลูกศิษย์นำไปเป็นมวลสารในการจัดสร้าง และผสมด้วยทองแดงเพื่อให้เนื้อแข็งขึ้น พระปรกใบมะขามจึงมีสีออกเป็นสีนากหรือสีทองเค

พระปรกใบมะขาม หลวงพ่อเงิน มีขนาดกว้างประมาณ 0.5 ซ.ม. สูง 1.4 ซ.ม. พุทธศิลปะสมัยลพบุรี ด้านหน้า เป็นพระประธานประทับนั่ง แสดงปางสมาธิราบ มีพญานาค 7 เศียร ขดเป็นพุทธบัลลังก์ 3 ชั้น แผ่พังพานเหนือพระเศียรขององค์พระ ด้านหลัง พื้นเรียบ จารึกอักขระขอมจาร 4 ตัว คือ “นะทรหด” 2 ตัว และ “อุณาโลม” 2 ตัว อยู่ด้านบนและด้านล่าง พระปรกใบมะขาม หลวงพ่อเงิน วัดท้ายตลาด นับเป็นพระเครื่องที่มีความสำคัญและพุทธคุณสูงส่ง ปัจจุบันไม่ค่อยจะได้พบเห็นกันนัก เนื่องด้วยผู้มีไว้สักการะต่างหวงแหนยิ่งนักครับผม

บทความพระเครื่อง